ถือเป็นสัปดาห์สุดท้ายของส.ส.และครม.ของรัฐบาลชุดนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้จับตาการทิ้งทวนให้ดีโดยเฉพาะที่ประชุมครม.นัดสั่งลา ทั้งวาระจริงวาระจร จ้องถลุงงบประมาณกันบานตะไท
กองทัพดูจะถูกจับตามากที่สุด ทั้งเรือดำน้ำ ทั้งรถถัง อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่รู้ว่าซื้อมาเก็บเป็นของเก่าหรือซื้อมาซ่อม เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นของมือสองใช้แล้ว ที่กองทัพอ้างว่าจะได้ช่วยกันประหยัดงบประมาณ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วจะง่ายต่อการตรวจสอบด้านคุณสมบัติ และสเป็คมากกว่า
งานนี้ทั้งรมว.กลาโหมและผบ.เหล่าทัพงัดข้อกันนัวเนียไปหมด ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร
ที่น่าเจ็บใจกองทัพกลับเอาอาวุธที่ซื้อมาด้วยงบประมาณภาษีอากรของชาวบ้านมาไล่ยิงชาวบ้านซะเอง ที่ชายแดนเขมร ชายแดนภาคใต้ ทำเป็นหน่อมแน้ม เลยมีคนตั้งข้อสังเกตว่าการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาถึงได้ยืดเยื้อ
แม้แต่วิธีตอบโต้ทางการทูตอาทิทำหนังสือประท้วงหรือร้องเรียนไปยังสหประชาชาติ ฐานที่ทหารกัมพูชายิงอาวุธสงครามเข้าใส่ชาวบ้านและทหารไทยจนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บพร้อมกับรุกล้ำอธิปไตยของไทย
กระทรวงต่างประทศเงียบเป็นเป่าสาก ก็เลยตั้งข้อสังเกตต่ออีกว่าทำไมนายกฯอภิสิทธิ์ ถึงไม่กล้าแตะต้อง กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศทั้งๆที่บริหารงานผิดพลาด ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทยหลายครั้งหลายหน รวมทั้งความไม่เหมาะสมอีกหลายๆด้าน
เคาะไปเคาะมา สรุปว่า กษิต ภิรมย์ เป็นญาติผู้ใหญ่ของภรรยานายกฯอภิสิทธิ์ เป็นดองกัน เลยเกรงอกเกรงใจกันอยู่ในที จึงพอเฉลยได้ว่าที่กษิต ปฎิเสธว่าไมได้มาจากสายพันธมิตรน่าจะเป็นเรื่องจริงและเป็นการเฉลยว่า ทำไมกษิตถึงได้หันหลังให้พันธมิตรหันหน้าให้ อภิสิทธิ์
เพราะเหตุนี้เอง อย่างที่บอกสัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์แห่งการทิ้งทวนทั้งในสภาและในครม.ต้องจับตาให้ดี ยกเว้นแต่ว่าการเจรจาผลประโยชน์อาจจะยังไม่ลงตัว จนเป็นเหตุให้เลื่อนเวลาการยุบสภาออกไปเป็นสัปดาห์หน้า
โดยรัฐบาลจะอ้างเหตุผลข้างๆคูๆว่ากฎหมายลูก3ฉบับยังไม่เรียบร้อย ที่ไหนได้แอบทิ้งทวนกัน ฉึก ฉึก

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น