
ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุมศอฉ.เมื่อช่วงเช้า และช่วงเย็นที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะผอ.ศอฉ.เป็นประธานในการประชุมว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันนี้ตั้งแต่เวลา04.00 –06.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจได้ประสานการปฏิบัติเข้าวางกำลังในบริเวณ พื้นที่เพื่อครอบคลุมย่านแยกราชประสงค์ตั้งเป็นด่านตรวจ ด่านสกัดที่แข็งแรง ประกอบกำลังทหารตำรวจจำนวนเพียงพอในแต่ละด่าน โดยมีทั้งสิ้น 6 ด่าน คือ แยกพญาไท ศาลาแดง พงษ์พระราม นราธิวาส สีลม อังรีดูนัง และแยกอโศก-มนตรี มีภารกิจหลักในการทำหน้าที่ตรวจสอบ บุคคลต้องสงสัยควบคุมลิดรอนการนำอาวุธสงครามเข้าและออก จากพื้นที่แยกราชประสงค์ รวมทั้งดำเนินการจับกุมผู้กระทำความตามประกา ศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นอกจานั้น
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เมื่อเวลา16.00 น. วันเดียวกันได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค ในส่วนทหารตั้งแต่ผู้บัญชา การทหารบก ถึงระดับผู้บังคับการกรม โดยมีนายสุเทพ เป็นประธาน ซึ่งเป็นการเน้นย้ำซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติงานร่วมกัน ระหว่างทหาร ตำรวจ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์การชุมนุมที่สร้างความเดือด ร้อนให้ประชาชนทั้งกรุงเทพ ปริมณฑลและต่างจังหวัด โดยเฉพาะการซักซ้อมทำความเข้าใจถึงการเตรียมการขอพื้นที่การ ชุมนุม หรือจะเรียกว่า การสลายชุมนุมก็แล้วแต่ ซึ่งขณะนี้มี ความพร้อมในเรื่องกำลัง รอวันเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น แต่คงไม่สามารถแจ้งให้ทราบได้ว่า เมื่อไร
“จาก ประสบการณ์ที่ผ่านมาในการเข้าปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ได้ยึดตาม กรอบกฎกติกา 7 ประการ โดยไม่มีการใช้อาวุธกระสุนกับประชาชน มีเฉพาะการยิงขึ้นฟ้า และยิงเพื่อป้องกันชีวิตตัวเอง วันนี้คงต้องเปลี่ยนไป หลักการโดยรวมเหมือนเดิม คือ ยึดตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก แต่ต้องมีระยะห่างระยะต่อ เราคงไม่สามารถปล่อยให้ท่านเข้ามาถึงตัวได้ ต้องมีระยะปลอดภัย ตั้งแต่ 100 เมตรเป็น ต้นมา ต้องเริ่มเตือนด้วยแก๊สน้ำตา น้ำ เครื่องขยายเสียงกำลังส่งสูง และจะไม่ยอมให้เข้าใกล้เกินกว่าระยะ 30- 40 หลา เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องใช้ปืนลูกซอง แต่วิธีการใช้อาวุธกระสุนจริงเราได้มีการซักซ้อมการปฏิบัติเพื่อ สามารถชี้ชัดต่อสังคมได้ว่า ไม่ได้มุ่งที่จะเอาชีวิตกับผู้ชุมนุม และต้องมีความพอเหมาะพอสมกับเหตุการณ์ รวมถึงต้องเพียงพอที่จะระงับยับยั้ง ไม่ให้ท่านกระทำความผิดต่อกฎหมายต่อไปได้”โฆษกศอฉ.กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า นายสุเทพ ได้พูดในที่ประชุมถึงการปฏิบัติงาน ร่วมกันของทหารและตำรวจว่า ต่างฝ่ายต่างมีศักดิ์ศรี และเป็นข้าราชการเหมือนกัน ท่านให้กำลังใจทั้งทหารและตำรวจให้ร่วมกัน ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และประชาชน บ้านเมืองอยู่รอดได้ด้วยการบังคับ ใช้กฎหมาย หากวันนี้ทุกคนหย่อนยาน หากใครมีปัญหาไม่สามารถทำกฎหมายให้ เป็นกฎหายได้ วันข้างหน้าจะไม่มีใครตอบสังคมได้ว่า เราจะเดินกันไปอย่างไร และท่านยังกำชับต่อว่า หากท่านใดคิดว่า มีปัญหา ไม่สามารถปฏิบัติได้ ขอให้บอกท่าน ท่านจะส่งไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น ส่วนคนที่มีความสามารถในการทำหน้าที่ก็คงพร้อมทำหน้าที่ต่อไป
เมื่อถามว่า จากเหตุการณ์ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ตำรวจไม่กล้าทำอะไร เพราะเกรงว่า จะตกเป็นแพะรับบาป พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนในศอฉ.รับผิดชอบร่วมกันตามภาระหน้าที่ ผู้สั่ง ผุ้อำนวยการ ผู้กำกับการปฏิบัติ แม้กระทั่งกำลังพลคนสุดท้ายก็รับผิด ชอบตามภาระหน้าที่ของตนเอง และตามที่สั่งการมา หากใครทำเกินกว่านั้นต้องรับผิดชอบ ซึ่งคดว่า ตำรวจคงไม่มีการเกร็งเพราะ ศาลได้ชี้ชัดว่า การสลายการชุมนุมทำได้ แต่ต้องทำตามขั้นตอนสากลจากเบา ไปหาหนัก ซึ่งวันนี้ได้ชี้แจงทำความเข้าใจขัดเจนแล้ว แต่การใช้อาวุธกระสุนจริงนั้นมีความจำเป็น เพราะทหารตำรวจล้วนมีเลือดเนื้อชีวิตเหมือนกัน เขามีสิทธิ์ที่จะปกป้องชีวิตของเขาได้ เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาบ่งบ อกแล้วว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธร้ายแรง และอาวุธหลายอย่างที่ประดิษฐ์ขึ้นสามารถ เอาชีวิตได้ทั้งสิ้น ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงได้นำอาวุธของเจ้าหน้าที่ที่ จะนำมายิงขึ้นฟ้า และเพื่อปกป้องตนเอในเหตุการณ์เมื่อ วันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ไปวางกองบนเวที ซึ่งแกนำบอกเองว่า การ์ดของตนเองที่เป็นไอ้โม่งเป็นคนเอาปืนมาส่งให้ จนบัดนี้ปืนเหล่านั้นจำนวน 68 รายการยังไม่ได้รับคืน แสดงว่า กลุ่มแกนนำเอาไปแจกจ่ายหมดแล้ว และคงหลงไปที่นายเมธี 1 กระบอก ซึ่งหลัง จากถูกจับกุมนายเมธี รับสารภาพ และให้การเป็นประโยชน์เกี่ยวกับอาวุธ ปืน
เมื่อถามว่า ศอฉ.จะมีการออกหมายเรียกเครือข่ายขบวนการล้มเจ้า หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เรื่องนี้นายสุเทพ จะเป็นผู้ชี้แจง เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการที่สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งทางฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาออกหมายเรียก บุคคลที่เกี่ยวข้อง คาดว่า จะมีประมาณ 20 คน ส่วนหมายเรียกเดิมที่มีการเรียกกลุ่มสนับสนุนคนเสื้อแดงมารายงาน ตัวนั้น มีจำนวน 135 คน โดยได้มีการรายงานตัวแล้ว 86 คน
เมื่อถาม ว่า ในที่ประชุมได้มีการพูดถึงกรณีที่คนเสื้อแดงนำถัง แก๊สมาวางที่ศาลาแดงหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ผู้บังคับบัญชาทหารในพื้นที่โซนที่ รับผิดชอบกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคที่ปฎิบัติงานร่วมกันคงได้มี การพูดคุยกัน ทั้งนี้ทางด้านการข่าวได้รายงานมาว่าจะมีการนำถังแก๊สมา ใช้เพื่อก่อความรุนแรงหมายเอาชีวิตทหารให้ตายหมู่ ซึ่งความรุนแรงเช่นนี้มีมานานแล้ว ทั้งเอ็ม60 อาร์พีจี ทุกอย่างที่มีไม่ได้มีความรุนแรง น้อยไปกว่าถังแก๊สแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่แกนนำกลุ่ม นปช.จะฟ้องร้อง
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นำเอกสารกล่าวหาแกนนำว่ามี ส่วนเกี่ยวข้องกับการล้มล้างสถาบันนั้น ทุกอย่างต้องว่าไปตาม กระบวนการและตนก็ไม่ได้ชี้แจงไปตามภาวะอารมณ์ส่วนตัว ทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ได้รับมอบหมายจาก ศอฉ. ทั้งนี้ไม่รู้สึกหนักใจที่จะ โดนฟ้อง เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ถ้าทุกคนหนักใจกังวลใจไปทุกเรื่องก็ไม่ ต้องทำอะไร ทุกคนยึดมั่นตามกฎกติกา ทำตามหน้าที่ของตัวเอง ส่วนกรณีที่กลุ่ม นปช.ปิดถนนใน ซอยโชคชัยร่วมมิตรนั้น เจ้าหน้าที่มีหลักฐานก็คงมีหมายเรียก หมายจับกันต่อไป ทั้งนี้ได้มีการกำชับกันแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้เรียก ผบ.ตำรวจได้ ตลอด เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาอันดับแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ข้อมูลข่าวสารว่าจะมีการก่อเหตุ ก็จะให้กำลังของตำรวจภูธรในพื้นที่นั้นๆรับผิดชอบ ถ้าทำได้ก็ให้ทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยทหารที่ร่วมรับผิดชอบ เข้าไปบูรณาการร่วมกันและถ้ากำลังยังไม่พออีกก็มีกำลังเสริมอีก2ระดับ คือในส่วนของแม่ทัพภาคและศอฉ.
เมื่อถามว่า ได้รับรายงานเรื่องการแจกหนังสือคอมมิวนิสต์ใน กลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในที่ประชุมไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ แต่ทางด้านฝ่ายข่าวคงมีข้อมูล และคงต้องมีการตรวจสอบกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น