จับตาการจัดตังรัฐบาลใหม่

จับตาการจัดตังรัฐบาลใหม่
จับตาการจัดตังรัฐบาลใหม่

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

14.09 น. นายกรัฐมนตรีโยนหน่วยเกี่ยวข้อง ตามฟันทักษิณ รัฐบาลไม่เคยแทรกศาล-คุมแดง 14 มีค.

13.57 น. ทักษิณแถลงการณ์ว่า ถูกปล้น วันนี้ไม่ใช่วันของผม และมีแนวโน้มอุทธรณ์-ศาลโลกต่อ

13.36 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีว่ะ นายกรัฐมนตรีขอดูเป็นระยะ หลังยึดทรัพย์แดงคงขยับไม่แรง ยุบสภากติกาชัดก่อน

11.32 น. อาจารย์สมคิดยันทักษิณผิด เล่นการเมืองไม่ได้จนตาย ปปช.ต้องฟันต่อ

บิ๊กจิ๋ว แถลงที่พรรคเพื่อไทย

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการตัดสินของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ตนคิดว่าคำพิพากษาของศาลเป็นธรรมที่สุดแล้ว ซึ่งฝ่ายคนเสื้อแดงและคนที่อยู่ที่ตรงข้ามพ.ต.ท.ทักษิณยอมรับได้ รวมทั้งคนที่มองด้วยความเป็นกลางก็รับได้เช่นกัน ตนเห็นว่าศาลมีคำวินิจฉัยดีมาก แต่พ.ต.ท.ทักษิณอาจไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจเงินในส่วนของหุ้นที่โอนให้ลูกและอดีตภรรยา แต่ศาลได้วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าให้ลูกและอดีตภรรยาถือหุ้นไว้แทนจริงๆ เมื่อเห็นว่าถือหุ้นแทน ก็แสดงว่าหุ้นนั้นเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช้ของคนอื่น เมื่อคำพิพากษาของศาลออกมาเช่นนี้ การนัดชุมนุมของกลุ่มคนสื้อแดงในเรื่องดังกล่าว ก็ถือว่าหมดความชอบธรรมที่จะเคลื่อนไหวแล้ว

เมื่อถามว่า มองอย่างไรว่าคนเสื้อแดงคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาในกลางเดือนมีนาคม โดยระบุว่าไม่ได้เคลื่อนไหวเรื่องคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลยุบสภา ไม่ใช่วิถีทางของระบอบประชาธิปไตย และตนขอเรียกร้องให้ใช้ระบบของรัฐสภามาแก้ไขปัญหาจะดีกว่า ด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นบทบาทที่ถูกต้อง และขอให้รีบเปิดอภิปรายมาเร็วๆ ว่ากันไปตามระบอบ

เมื่อถามว่า การคืนทรัพย์สินบางส่วนจะช่วยลดความร้อนแรงของสถานการณ์ได้มากน้อยแค่ไหน นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ปฏิเสธไม้ได่ว่าลึกๆแล้วคนเหล่านี้ กลัวว่าศาลจะยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณก็เคลื่อนไหวประเด็นนี้กดดันให้ก่อความวุ่นวาย หรือให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ ก็ถือลดความชอบธรรมของพ.ต.ท.ทักษิณออกไปมาก แต่ตนยังยืนยันว่าศาลวินิฉัยไว้ดีมากเป็นกลางๆ

“สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณกลัวมากคือ การไม่ได้กลับคืนสู่อำนาจ หรือกลับมาเป็นนายกฯอีก ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญ ปี 50 มาตรา 102 บัญญัติไว้ว่า คนที่เป็นส.ส.และถูกยึดทรัพย์คืนแผ่นดิน ไม่สามารถที่จะกลับมาเป็นนายกฯได้อีก เพราะตามรัฐธรรมนูญระบุว่า คนที่เป็นนายกฯต้องมาจากการเป็นส.ส. และรัฐธรรมนูญมาตรานี้ไม่มีอายุความว่าเป็นกี่ปี นั่นหมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่สามารถที่จะกลับมาเป็นนายกฯได้อีก จึงทุกข์หนักในประเด็นนี้ จึงปลุกให้คนเสื้อแดงสู้ เพื่อต้องการกลับมาเป็นนายกฯและเปลี่ยนรัฐธรรนูญ แต่พ.ต.ท.ทักษิณลืมไปว่า มาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ ปี 40 ก็บัญญัติไว้เช่นเดียวกับ มาตรา 102 (7) ของปี 50 และปัญหาทั้งหมดเกิดมาจากพ.ต.ท.ทักษิณเอง” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า วันนี้ศาลได้อ่านคำพิพากษาอย่างตรงไปตรงมา โดยได้เขียนทุกแง่ทุกมุม และวิเคราะห์ว่าพ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น หากพ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดง คิดจะเคลื่อนไหวอะไรต่อจากนี้ต้องพิจารณาให้ดี เพราะจะเป็นการบั่นทอนตัวเองและพวกพ้องลงไปเรื่อยๆ

ทักษิณวีดีโอลิงค์ หลังศาลตัดสิน

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ทักษิณบอก ผลยึดทรัพย์ขำกันทั้งโลก แต่ไม่เป็นไรเชื่อรัฐบาลรู้ล่วงหน้า

ศาลฎีกาสังยึด 46,373 ล้านบาท และคืน 30,247 ล้านบาท

ศาลฎีกาฯเสียงข้างมากฟันธงมีอำนาจสั่งยึด ทรัพย์"ทักษิณ"ทั้งค่าขายหุ้นและเงินปันผลชินคอร์ป

ศาลฎีกาฯเสียงข้างมากลงมติ"ทักษิณ"ซุกหุ้น-ผิดแล้ว4ข้อหา



เมื่อเวลา13.30 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวน 9 คน เริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวย ผิดปกติและได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน

สัมภาษณ์สด"พ.ต.ท.ทักษิณ" จากดูไบ ก่อนศาลอ่านคำพิพากษา

"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" วิดีโอลิงค์สดจากดูไบ

20.10น.มติเสียงข้างมากศาลฎีกาชี้ทักษิณปล่อยพม่ากู้ 4 พันล้าน นำเงินมาเอื้อไทยคม และ บ.ชิน

19.20น.มติสาลข้างมากศาลฎีกาชี้ทักษิณแก้สัมปทานยิงไอพีสตาร์เอื้อ บ.ชิน

18.52น. มติเสียงข้างมากของศาลฎีกาชี้ชัดลดค่าโนมมิ่งระบบ AIS ทักษิณไม่เกี่ยวข้อง

18.35 น. มติข้างมากของศาลฎีกา ทักษิณแก้สัญญาโทรศัพย์ระบบเติมเงินเพื่อเอื้อ AIS ชัด

"สมชาย"ชี้ศาลยึดเกลี้ยง"ทักษิณ"ยังมีปัญญาหาเงิน

เมื่อเวลา 15.50 น.ที่พรรคเพื่อไทย นายสมชาย วงสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอ่านข้อกล่าวหาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ตนได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ประเมินตรงกันว่าทรัพย์สินที่มีนั้นมาก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องให้ความยุติธรรม และตนเชื่อว่าหากผลการตัดสินออกมาแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมสังคมก็จะรับได้ ส่วนคำแถลงการณ์ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุนั้น คาดว่าจะเป็นไปในแนวทางการแสดงความรู้สึก คิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณคงไม่โกรธ แต่บุคคลที่รักพ.ต.ท.ทักษิณ ในเมืองไทยจะโกรธหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเมืองไทยอีกหรือไม่หากศาลสั่งยึดทรัพย์ นายสมชายตอบว่า ใครๆ ก็อยากกลับบ้าน แต่พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่ากลับมาอาจถูกจำคุกในคดีอื่นก็เป็นได้ เพราะยังมีคดีที่ดินรัชดา เป็นต้น

เมื่อถามว่าหากศาลสั่งยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมด จะยังมีในส่วนอื่นอีกหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ไม่ทราบ แต่คิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณคงมีทางหาเงินได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณยังมีธุรกิจอื่นๆอยู่อีก เมื่อถามว่าหากศาลสั่งยึดทรัพย์ทั้งหมดพ.ต.ท.ทักษิณ จะอุทธรณ์ต่อศาลอย่างไร นายสมชายตอบว่า ทราบว่าหากเป็นคดีในเมืองไทย พ.ต.ท.ทักษิณมีทีมทนายที่ดูแลอยู่ แต่รายละเอียดเรื่องการยื่นหลักฐานใหม่เพื่อขออุทธรณ์ไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง เมื่อถามว่ามองความเป็นไปได้ที่พ.ต.ท.ทักษิณจะยื่นฟ้องต่อศาลโลกอย่างไรในฐานะที่เป็นอดีตผู้พิพากษา นายสมชายตอบว่า ทราบเพียงว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีที่ปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศอยู่แล้ว เมื่อถามว่า มองอย่างไรกรณีที่กระแสข่าวว่ารัฐบาลเตรียมขึ้นแบล็กลิสต์บุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการมืองจำนวน 200 นายสมชายตอบว่า ไม่ทราบว่ามีใครบ้าง เขาทำอะไรผิด มีกฎหมายข้อไหนมาเอาผิด ที่เขาออกมาชุมนุมก็เป็นสิทธิทางกฎหมาย บ้านเรามีกฎหมายมีขื่อมีแป

แดงคึกไม่กลัวร้อนปักหลักพท.รอฟังผลยึดทรัพย์นายใหญ่

สำหรับบรรยากาศที่พรรคเพื่อไทยในช่วงบ่าย ภายหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มอ่านคำพิพากษา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำพรรคเพื่อไทย เช่น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ รวมทั้งบรรดาส.ส. อดีตส.ส. ต่างทยอยเดินทางเข้าพรรคจำนวนมาก ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงก็เดินทางมาสมทบเพิ่มเติมจนแน่นพื้นที่พรรค ประมาณ 500 คน ในจำนวนนี้แยกเป็นกลุ่มที่ฟังคำพิพากษาที่ถ่ายทอดสดผ่านจอโปรเจกเตอร์ชั้น 1 ในอาคารพรรคเพื่อไทยโดยมีบรรยากาศที่เคร่งเครียด อีกส่วนอยู่บริเวณหน้าที่ทำการพรรค ริมฟุตปาทข้างถนน ในกลุ่มหลังบรรยากาศค่อนข้างครึกครื้น เนื่องจากมีการจัดเวทีย่อย เปิดเสียงเพลง ร้องรำทำเพลงบางช่วง มีอาหารการกินที่ทางพรรค และส.ส.นำมาจัดเลี้ยงดูแลอยู่ตลอด ทั้งนี้ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดง จำนวนกว่า 10 คน ได้เดินลงไปกลางถนนพระราม 4 เพื่อนำซีดี พร้อมแผ่นพับเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่สัญจรไปมาบนท้องถนน ส่งผลให้การจราจรติดขัดพอสมควร และได้สร้างความไม่พอใจกับผู้ใช้รถใช้ถนนบางส่วน ถึงกับบีบแตรไล่ แต่บางคันได้เปิดกระจกขอรับซีดีและเอกสารดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ช่วงหนึ่งที่องค์คณะได้อ่านคำร้องของผู้คัดค้านที่มีคำว่า ยกฟ้อง แกนนำกลุ่มเสื้อแดงได้คว้าไมค์แล้วบอกว่า ศาล "ยกฟ้อง" แล้ว ทำให้ผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณต่างเฮโล ตะโกนแสดงความยินดีกันยกใหญ่ บางคนน้ำตาไหล พร้อมกับบอกว่า "ทักษิณชนะแล้ว" แต่ท้ายที่สุดเมื่อรู้ว่ายังไม่ใช่คำตัดสินที่แท้จริงก็รวมตัวกันฟังคำพิพากษาต่อไป

"แก้วสรร"คาดมติองค์คณะผู้พิพากษายึดทรัพย์สุสี

ที่บ้านพักซอยเพชรเกษม 69 นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้สัมภาษณ์ขณะที่ฟังการอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ทางวิทยุว่า วันนี้ไม่มีคิวไปไหน และไม่จำเป็นต้องโผล่หน้าไปไหน เพื่อให้ใครต่อใครเสียความรู้สึก และอดีตคตส.ทุกคนก็อยู่ในที่ตั้งไม่มีการนัดอะไรเป็นพิเศษทั้งสิ้น ส่วนกรณีทฤษฎีวัวกินหญ้าที่ตนเคยพูดถึงจนถึงวันนี้ก็ยังยืนยันเช่นเดิม แม้จะอ้างว่า เดิมมีวัวอยู่แล้ว มันไม่ได้ เพราะวัวมันอ้วนขึ้นจากการกินหญ้าหลวง เช่นเดียวกับธุรกิจชินคอร์ป ที่ได้สัญญาเอื้อประโยชน์จากรั เมื่อคุณเอาวัวของตัวเองมากินหญ้าหลวง เอาความสมบูรณ์ของหลวงไป ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องคือ วัว เป็นความอ้วน เป็นทรัพย์สินที่มิสมควรได้ ฉะนั้นต้องยึดวัวทั้งตัว

" ยืนยันว่า การทำงานของผม หรืออดีตกรรมการคตส.ทุกคน ไม่มีการตั้งธง หรืออคติ แต่ทำไปด้วยตัวบทกฏหมาย และส่วนตัวไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรพ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณสู้คดีตั้งแต่แรกคือปี 2549 กรณีนี้คงไม่เกิดกับพ.ต.ท.ทักษิ เพราะขณะนั้นหลักฐานการกระทำผิดยังมีน้อย และมั่นใจว่า ศาลก็จะยกฟ้องในที่สุด ไม่ใช่ดื้อดึงไม่สู้คดี แล้วประกาศยุบสภา เพื่อถามประชาชนว่า ถ้าชอบก็ขอให้เลือกกลับเข้าไปใหม่ อย่างนี้มันไม่ใช่ บ้านเมืองมันถึงแตกฉิบหายหมด"นายแก้วสรรกล่าว

อดีตกรรมการ คตส.ยังกล่าวอีกว่า ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์กรณี คตส.ได้รับเงิน 25 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ชี้เบาะแสคดียึดทรัพย์นั้น ยอมรับว่า คตส.เขียนระเบียบไว้เอง แต่ยืนยันว่า ตั้งแต่ตนเป็นคณะกรรมการคตส.จนถึงสิ้นสุดวาระ ไม่เคยมีใครมาแจ้งเบาะแส เพราะข้อมูลต่างๆ ล้วนมาจากคณะทำงานของคตส. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกรรมทางการเงินที่มีข้อมูลอยู่แล้ว คนที่พูดก็พูดไปเรื่อย ปั้นน้ำเป็นตัว ส่วนผลการวินิจฉัยของคณะตุลาการนั้น ส่วนตัวคิดว่าคะแนนเสียงคงสูสีกัน เพราะตนในฐานะนักกฏหมาย มองว่า กฏหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้มันยังใหม่ และผู้พิพากษาในคณะก็เป็นนักกฏหมายรุ่นใหม่หลายคน ส่วนจะเป็น 5 ต่อ 4 หรือเป็นเลขอะไรก็ขอให้รอดู

นายแก้วสรร กล่าวถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงวันที่ 12 มี.ค.ว่า หลังจากการตัดสินคดียึดทรัพย์เสร็จสิ้น เชื่อว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงนับจากนี้ต่อไป เอกภาพในการขับเคลื่อนคงลดลง เพราะประชาชนคนไทย เขาจะเห็นธาตุแท้แล้วว่า แกนนำของเขาไม่ได้ทำเพื่ออุทิศให้กับประชาชนตามที่กล่าวอ้าง แต่ทำไปก็เพื่ออุทิศให้กับตนเอง

ปชป.ชี้ผลคดียึดทรัพย์สร้างมาตรฐานตัดสินนักการเมือง

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคปะชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์ทางการเมือง(วอร์รูม) ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงสถานการณ์ทางการเมืองก่อนการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีการพูดถึงสภาวะแวดล้อมของสังคม 3 เรื่อง คือ 1 ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาทางใดก็ตาม 2 ขอให้ทุกฝ่ายไม่ดำเนินการใดๆที่จะเป็นการกดดันการทำงานของศาล และสังคม ไม่ว่าผลจะออกมาทางใด เพื่อให้ศาลได้ทำงานโดยปราศจากการคุกคาม รวมทั้งการทำลายความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมด้วย 3 เรียกร้องให้คนไทยทุกกลุ่ม ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ ยอมรับผลการตัดสิน ใช้คำตัดสินเพื่อให้เป็นมาตรฐานในการตัดสินคดีผู้
ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และอย่าเอาคำตัดสินของศาลไปขยายผลทางการเมือง
โดยเฉพาะการใช้เป็นเหตุผลเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง

นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า อยากให้เหตุการณ์วันนี้ได้เป็นส่วนสำคัญ ที่จะเป็นการสร้างความเข้าใจสังคม ไม่ว่าคำพิพากษาออกมาอย่างใด ซึ่งจะเป็นวันสำคัญที่คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ หรือที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันจะได้มีส่วนร่วมในการประคับประคองบ้านเมืองให้ผ่านความวุ่นวายที่ไม่ใครอยากเห็น เหตุการณเกิดที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยช่วยกันทำให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไป

นายธนา ชีรวินิจ คณะทำงานวอร์รูม กล่าวว่า เนื่องจากการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท อาจจะใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน และประชาชนอาจะไม่เข้าใจในข้อกฎหมาย ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ จึงมอบหมายให้ นักวิชา และนักกฎหมายของพรรค มาร่วมกันทำงานวิเคาะห์ พิจารณาประเด็นต่างๆเพื่อทำความเข้าใจชี้แจงต่อไประชาชน ต่อไป

เมื่อถามว่า ที่ประชุมมีความเป็นห่วงในเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเป็นห่วงใยหากจะมีการนำการตัดสินไปขยายผลต่อ คิดว่าการทำความเข้าใจของรัฐบาล และนักวิชาการ จะช่วยไม่ให้เกิดความแตกแยกในสังคมได้


เมื่อถามว่า ที่ประชุมวอร์รูมได้รับรายงานว่าจะเกิดความรุนแรงภายหลังการพิจารณาคดียึดทรัพย์หรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า การรักษาความปลอดภัย และ ความสงบเป็นหน้าที่ของ รัฐบาล ที่จะป้องกันไม่ให้นำคำตัดสินไปขยายผลทางการเมือง อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่แกนนำของคนที่เคลื่อนไหว ประกาศว่าไม่ต้องการที่จะเคลื่อนไหว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการตัดสินคดีและกระบวนการยุติธรรม

“พีระพันธุ์”ขู่“ตู่”เปิดข้อมูลทำลายศาลมั่วระวังเจอคุก

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศเตรียมเปิดเผยเบื้องหลังสายสัมพันธ์ขององค์คณะผู้พิพากษาในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ผู้พิพากษาทุกคนมีสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่อยู่แล้ว ทั้งนี้ตนไม่ทราบวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนายจตุพร ที่ออกมาพูดคืออะไร แต่นายจตุพรก็คงต้องพยายามสร้างความไม่น่าเชื่อถือต่อองค์คณะผู้พิพากษาอยู่แล้ว ซึ่งถ้านายจตุพรมีหลักฐานหรือข้อมูลใดๆ ก็ให้นำมาเปิดเผย อย่างไรก็ตามตนยังเชื่อมั่นต่อระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และต่อตัวต่อองค์คณะผู้พิพากษา และเป็นที่รู้กันว่ามันกลายเป็นประเด็นทางการเมือง

แต่ถ้าไม่มีหลักฐานแล้วออกมาพูดก็ทำให้เกิดความเสียหายและสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อระบบกระบวนการยุติธรรม และท้ายที่สุดก็ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ ก็ต้องไปถามว่าการที่ท่านหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา มีเจตนาอะไร และคงต้องรอดูข้อมูลในสิ่งที่เขาประกาศว่าจะนำมาเปิดเผย นายพีระพันธุ์ กล่าว


เมื่อถามว่าสิ่งที่นายจตุพรพูดถือเป็นการหมิ่นศาลหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิพากษาและข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอะไรออกมา แต่ถ้าเป็นการออกมาพูดลอยๆ ก็คงเป็นเรื่องที่ผู้พิพากษาจะวินิจฉัย ต่อข้อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะมีการนำคำพิพากษาไปบิดเบือน และใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรมของไทย รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ประเด็นคำพิพากษาเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง คิดว่าสื่อทุกแขนงต้องช่วยกันเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริง และเนื้อหาของคำพิพากษาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลในทางที่ถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะอดีตผู้พิพากษาจะให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนอย่างไรในการพิจารณาคดีของผู้พิพากษา นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนยังเชื่อมั่นในระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศ และยังเชื่อมั่นอยู่ว่าองค์คณะผู้พิพากษาของเราได้ผ่านการกลั่นกรองในทุกระดับขั้นตอน และเท่าที่เคยทราบ เมื่อใดที่มีข้อมูลข้อเท็จจริงว่ามีผู้พิพากษาคนใดประพฤติตัวไม่เหมาะสม คณะกรรมการตุลาการก็จะลงโทษอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าองค์คณะผู้พิพากษาจะไม่รู้สึกในแรงกดดันต่างๆ เพราะเป็นมืออาชีพ ตลอดชีวิตการทำงานก็เจอแรงกดดันตลอด และไม่ใช่เฉพาะนี้ที่จะสร้างแรงกดดันได้ จึงเชื่อมั่นว่าผู้พิพากษาทุกคนมีมาตรฐานในการทำงาน และไม่ได้แบ่งว่านี่เป็นคดีของใคร วงเงินเท่าไหร่ มีอิทธิพลเป็นอย่างไร แต่ทุกคนยึดหลักกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่ใช้แบ่งแยกว่าคดีแบบไหนต้องพิจารณาอย่างไร และดูพยานหลักฐานแบบไหน ซึ่งผู้พิพากษาทุกคนก็ดำเนินการตามกฎกติกาอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าหลังการพิพากษาคดีแล้ว มีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยขององค์คณะผู้พิพากษาหรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า มีข่าวออกมาทำนองว่าจะการทำร้ายร่างกายต่างๆ ซึ่งตนเชื่อว่าฝ่ายความมั่นคงคงต้องดูแลรักษาความปลอดภัยองค์คณะผู้พิพากษาอยู่แล้ว

“สุเทพ”มุดถ้ำทบ.เกาะติดฟังคำสั่งยึดทรัพย์“ทักษิณ”

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เพื่อเข้ามาร่วมรับประทานอาหารกลางวันเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง โดยการตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันนี้ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ โดยใช้เวลาประมาณ 1.30 น. ก่อนที่จะเดินทางออกไปยังทำเนียบรัฐบาล


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ ได้พูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เพื่อให้ติดตามสถานการณ์การพิจารณาพิพากษาของศาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะติดตามกลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางมาเป็นกองเชียร์ในครั้งนี้ด้วย รวมถึงให้ติดตามหลังการอ่านคำพิพากษาภายใน 5 ชั่วโมง พร้อมให้เตรียมกำลังไว้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคระกรรมการติตดามสถานการณ์ความมั่นคง หรือ คตม. ยังไม่มีความชัดเจนที่จะเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ เนื่องจากนายสุเทพ มีภารกิจต่อเนื่องในช่วงเย็นวันนี้ ขณะที่ผู้บัญชาการทหารบก ยังคงปฏิบัติงานภายในกองบัญชาการกองทัพบก และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา


ทางด้าน พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนมีการประสานงาน และติดตามข้อมูลข่าวสาร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อย ตามจุดสำคัญต่าง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการประสานขอกำลังสารวัตรทหาร จำนวน 150- 200 นาย ร่วมดูแลพื้นที่สำคัญ 5 จุด คือ ศาลฎีกา สนามหลวง ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา บ้านพักรับรอง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ และสถานที่สำคัญโดยรอบถนนราชวิถี พร้อมทั้งเชื่อว่า ไม่น่ามีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้น และขณะนี้ยังคงต้องรอความชัดเจนว่า จะมีการสั่งการเพิ่มเติมในเรื่องใดหรือไม่ หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ในช่วงเย็นวันนี้

“นาม”ปิดประตูไม่มีใครได้สินบนยึดทรัพย์แม้แต่แดงเดียว

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.00 น. นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) กล่าวภายหลังร่วมการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ว่า หลังจากนี้จะกลับไปฟังศาลฎีกาฯอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ที่บ้าน ซึ่งต้องรอว่าศาลจะพิพากษาออกมาอย่างไร เมื่อผลออกมาก็คงหาความสงบได้ยาก แต่ก็ถือว่าคตส.ได้ทำงานมาเต็มที่แล้ว ทำงานได้น่าพอใจ เพราะคดีสามารถขึ้นสู่ การพิจารณาของศาลและนำไปสู่การพิพากษ์ โดยในวันที่จันทร์ที่ 1 มี.ค.นี้ อดีตคณะกรรมการคตส. จะมีการนัดหารือกันเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีต่าง ๆ กับนายกล้านรงค์ จันทิก อดีตคตส. ที่เป็นกรรมการป.ป.ช. ในคดีที่คตส.โอนต่อให้ป.ป.ช. และยังจะมีการหารือถึงผลแห่งคดียึดทรัพย์ด้วย ซึ่งเชื่อว่าหลังตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯออกมาแล้ว ก็จะมีคดีอาญาตามมาอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อคดีเอ็กซิมแบงค์ หรือคดีหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ทั้งนี้ทรัพย์สินของอดีตนายกฯที่คตส.อายัดไว้นั้น ยังขาดอีกประมาณ 9,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถไปติดตามเอากับทรัพย์สินอื่นได้



นายนาม ยังกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ก่อนที่ศาลจะมีการอ่านคำพิพากษานั้น โดยส่วนตัวได้มีคนโทรศัพท์มาข่มขู่ บางรายขู่ว่ายังไม่ตายหรือ ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ บางรายก็เปิดเสียงสวนกุสลาธรรมา แต่หลังจากรู้ว่าเป็นการโทรมาข่มขู่รบกวนก็ปิดโทรศัพท์ ไม่อยากฟัง และไม่อยากรับรู้ เพราะถือว่างานของคตส.จบแล้ว และก็ไม่ได้ร้องขอเจ้าหน้าที่ให้มารักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม แต่เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบ คตส.ไม่เคยเรียกร้อง และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไร มีแต่การข่มขู่ เมื่อถามว่า ทางแกนนำนปช.ยังคงกล่าวหาและจะติดตามตรวจสอบว่า คตส.ให้นอมินีคอยรับส่วนแบ่งสินบนนำจับ 25 % นายนาม กล่าวยืนยันว่า ไม่มีใครได้รับสินบนในคดีนี้ แม้แต่คตส.เอง เพราะไม่มีใครมาแจ้งเบาะแส ทรัพย์ทั้งหมดต้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยเป็นหน้าที่ของอัยการที่จะต้องดำเนินการ เมื่อถามย้ำว่า แต่ถ้าได้ท่านจะไม่รับใช่หรือไม่ นายนาม หัวเราะพร้อมกล่าวเพียงว่า อย่าไปพูดถึงตรงนั้นเลย เพราะในระเบียบ คตส.ไม่มีสิทธิได้

องค์คณะพิจารณาคดียึดทรัพย์



ข้อมูลองค์คณะคดียึดทรัพย์ (Translation)








ข้อมูลองค์คณะคดียึดทรัพย์







วิบากกรรม... “ทักษิโณมิก”


วิบากกรรม... “ทักษิโณมิก”

ย้อนอดีต.....เล็งอนาคต

กว่าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอ่านคำพิพากษาในคดีประวัติศาลตร์ 76,000 ล้านบาท ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ขอลำดับเหตุแห่งความวุ่นวายทางการเมือง ในห้วงเวลา 9 ปี ที่คนไทยได้รับรู้ ติดตาม และต้องเผชิญวิบากรรมที่ยืดเยื้อยาวนาน ดังนี้

6 ม.ค. 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำพรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล อยู่จนครบวาระ 4 ปี ดำเนินโครงการประชานิยมตามนโยบายที่หาเสียงไว้ จนมีคะแนนนิยมสูงลิ่ว

6 ก.พ.2548 พ.ต.ท.ทักษิณ นำพรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงถล่มทลาย 377 จาก 500 ที่นั่ง เป็นรัฐบาลพรรคเดียวครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

9 ก.ย. 2548 รัฐบาลทักษิณ สั่งระงับการออกอากาศรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ต่อมาแปรสภาพเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มเสื้อเหลือง

23 ม.ค. 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ขายหุ้นชินคอร์ป 73,000 ล้านบาทให้กองทุนเทมาเส็ก

24 ก.พ. 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เม.ย. 2549 ท่ามกลางพรรคฝ่ายค้านขณะนั้น 3 พรรคได้แก่ ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน ประกาศคว่ำบาตร ไม่ส่งผู้สมัคร

8 พ.ค.2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้การเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 เป็นโมฆะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯรักษาการ ท่ามกลางกระแสคัดค้านของกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

19 ก.ย. 2549 เกิดการปฏิวัติรัฐประหารของคมช. โดยการนำของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

8 ต.ค.2549 โปรดเกล้าฯ ครม. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

30 พ.ค. 2550 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบ พรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์ 111 กรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี

19 ส.ค. 2550 ประชาชนร้อยละ 57.81 ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550

23 ธ.ค. 2550 พรรคพลังประชาชนหรือพรรคไทยรักไทยเดิม ชนะการเลือกตั้งได้รับเสียงข้างมาก นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

10 ก.ย. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป”ของนายสมัคร ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

17 ก.ย.2551 สภาผู้แทนราษฎร โหวตเลือก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26

7 ตุลาคม 2551 รัฐบาลนายสมชายแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เกิดการปะทะระหว่างม็อบพันธมิตรฯกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้าสภาฯ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

21 ต.ค. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี จากคดีที่ดินรัชดา 33 ไร่

25 พ.ย. 2551 ม็อบพันธมิตรฯบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง

2 ธ.ค. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ พรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย ม็อบเสื้อเหลืองแถลงยุติการชุมนุม

6 ธ.ค. 2551 กลุ่มเพื่อนเนวิน แถลงจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ พลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาล

15 ธ.ค. 2551 สภาฯโหวตเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

11 เม.ย. 2552 ม็อบเสื้อแดง บุกล้มการประชุมอาเซียน ที่พัทยา จ.ชลบุรี

12 -13 เม.ย. 2552 รัฐบาลประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เสื้อแดงบุกกระทรวงมหาดไทยตามล่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และครม. ทหารสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง

22 ก.ย. 2552 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้องคดีทุจริตกล้ายาง 1,440 ล้านบาทที่นายเนวิน ชิดชอบ ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องในฐานะรมช.เกษตรฯขณะนั้น

30 ก.ย. 2552 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดีหวยบนดิน จำคุกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ 2 ปี และมีคำสั่งจำหน่ายคดีพ.ต.ท.ทักษิณชั่วคราว

จนกระทั่ง วันนี้ วันที่ 26 ก.พ.2552 เวลา 13.30 น.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ ของพ.ต.ท.ทักษิณ มูลค่า 76,621.603 ล้านบาทเศษ

จากอดีต..สู่ปัจจุบัน...เดาอนาคตได้ไม่ยาก.....

สั่งเกาะติด บันทึกภาพแดงทุกช็อต


วางแนวทางรับมือหากมีม็อบปิดถนน สั่งบันทึกภาพ-เสียง เก็บความเคลื่อนไหวหากเกิดเหตุรุนแรง

วันที่ 26 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติ แผนการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหากรณีมีการปิดกั้นการจราจรในพื้นที่รับผิดชอบ บช.น. โดยกำหนดให้ดำเนินการสืบสวนหาข่าวกลุ่ม มวลชนที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ขับขี่รถแท๊กซี่ กลุ่มสหกรณ์ รถตู้ รถรับจ้าง ในพื้นที่ต่างๆ พร้อมจัดทำข้อมูลทางแยกสำคัญ จุดที่หากมีการปิดการจราจรแล้วจะเกิดวิกฤติ รถติดขัดเป็นวงแหวน จุดที่หากปิดแล้วสามารถระบายรถได้

จากนั้นให้เตรียมแผนการปฏิบัติไว้รองรับเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยแนวทางการปฏิบัติในการป้องกันการรวมตัวของกลุ่มคน ยานพาหนะ และเข้าไปปิดกั้น แยกเป็นกรณีรถเคลื่อนขบวนมาจากต่างจังหวัด การเหนี่ยวรั้ง และ กรณีรถในเขต กทม.มารวมตัวโดยเริ่มต้นจำนวนน้อย เข้ามาจอดกีดขวางและเรียกระดมคนเข้ามาเพิ่มเติม กำหนดให้มีการเจรจาต่อรอง โดยให้ สน.ท้องที่เป็นผู้ปฏิบัติเข้าดำเนินการ นอกจากนั้นให้กำหนดเส้นทางหลีกเลี่ยง การระบายรถ ไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือนร้อน โดยจัดเจ้าหน้าที่จราจร เตรียมไว้ให้พร้อม และมีสัญลักษณ์ ป้านประชาสัมพันธ์ หรือเครื่องหมายที่ชัดเจน

พร้อมกับให้ดำเนินการเก็บภาพเคลื่อนไหว บันทึกเสียงและภาพนิ่ง เป็นพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการ พยานบุคคลในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงและผิดกฎหมาย เช่น การเผารถ การก่อความวุ่นวาย ให้ครอบคลุมให้มากที่สุด

ให้เตรียมเส้นทางสำรอง กรณีมีขบวนเสด็จพระราชดำเนินไว้ ส่วน บก.จร.ให้รับผิดชอบทำแผนแก้ไขปัญหาการจราจร เส้นทางหลีกเลี่ยงการจราจรในภาพรวม การประสานงานและบูรณการกำลังพล และการสนับสนุนกำลังพลให้ สน.ท้องที่ รวมทั้งการรักษาสถานที่ตั้งหน่วย( สน.) ไม่ควรใช้กำลังเข้าดำเนินการ และให้ยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ กรณีที่กฎหมายไม่ให้อำนาจก็อย่าดำเนินการ

แดงตะวันออกพร้อมบุกกรุง

แดงตะวันออกนับพันรวมพลพร้อมบุกกทม.

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 25 ก.พ.บริเวณลานเอนกประสงค์เขาตาโล ถ.สุขุมวิท เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 8จังหวัดภาคตะวันออก ได้ชุมนุมใหญ่รวมพลคนเสื้อแดง พัทยา ภาคตะวันออก และคนเสื้อแดงทั่วประเทศ” เพื่อเช็คกำลังสมาชิก นปช.และคนเสื้อแดงที่จะร่วมเดินทางไปชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ กทม.ในวันที่ 12 มี.ค.ที่จะถึงนี้ โดยมีคนเสื้อแดงจากเขตจังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง อาทิ ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ และกทม. ฯ นับพันคนเดินทางมาร่วมชุมนุมอย่างคึกคัก ทั้งนี้ในการชุมนุมมีการตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ ติดป้ายผ้า "รวมพลคนเสื้อแดง พัทยา-ชลบุรี- ภา8ตะวันออก หยุด 2มาตรฐาน โค่นล้มรัฐบาลสมุนอำมาตย์" และมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีเพิลชาแนลไปยังเมืองดูไป ประเทศสหรัฐอาหรับอิมเรตส์ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับชมด้วย โดยแกนนำ นปช.ส่วนกลาง อาทิ นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายชาญยุทธ เฮงตระกูล นางจุรีพฮงตระกูล นางจุรีพร สินธุไพร ฯ และบรรดาแกนนำ นปช.ภาคตะวันออก ได้ร่วมกับร้องเพลง"โปรดรักษาความดี" ให้กำลังใจแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนการฟังคำตัดสินคดียึดทรัพย์ในช่วงบ่ายวันที่ 26 ก.พ. จากนั้นแกนนำทั้งหมดได้สลับกันปราศรัยเตรียมความพร้อมให้กลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมทั้งสลับกับการแสดงดนตรีไปจนถึงเวลาประมาณ 24.00 น. จึงสลายการชุมนุมอย่างสงบ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตุในการชุมนุมครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้วีดิโอลิงค์มาพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเหมือนเคย

ด้านนายจุพร พรหมพันธ์ แกนนำเสื้อแดง กล่าวว่า ไม่ว่าพรุ่งนี้จะตัดสินออกมาอย่างไรทางวกลุ่มคนเสื้อแดงถือว่าเป็นเรื่องของศาล แต่กลุ่มคนเสื้อแดงจะทวงประชาธิปไตยต่อไป เพราะเป็นคนละเรื่องกัย เราต้องแยกกันให้ออกระหว่างเรื่องของท่าน พ.ต.ท.ทักษิน ชินวัตร กับคนเสื้อแดง


ทักษิณยกเลิกปราศรัยทั่วประเทศชั่วคราว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดจะวีดิโอลิงค์มาปราศรัยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมเตรียมความพร้อมเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพในช่วงค่ำในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงการชุมนุมที่เมืองพัทยาด้วย แต่ได้มีการสั่งยกเลิกกระทันหัน ที่ประชุมแกนนำ นปช.ส่วนกลาง ยังได้สั่งยกเลิกการแสดงละครเวทีล้อการเมือง เรื่อง" ยึดทรัพย์ & ปล้นทรัพย์ ของทักษิณ ชินวัตร" ที่กำกับการแสดงโดย นายอริสมันต์ ซึ่งมีเนื้อหาพูดถึงยุครุ่งเรืองของประเทศไทยในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนจะตกต่ำข้าวยากหมากแพงหลังจากการปฏิวัติยึดอำนาจ 19 ก.ย.2549 ทั้งนี้ นางจุรีพร สินธุไพร แกนนำชมรมคนรักประชาธิปไตยเมืองพัทยา หนึ่งแกนนำผู้จัดการชุมนุม กล่าวว่า วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ยกเลิกการปราศรัยและให้สัมภาษณ์สื่อทุกแขนงและทุกพื้นที่ เนื่องจากไม่ต้องการแรงกกดดันให้กับคณะตุลาการก่อนการพิพากษา แต่จะกลับมาให้ปราศรัยเปิดใจอีกครั้งหลังจากการพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนการยกเลิกละครเวทีนั้น เนื่องเกรงว่า ฝ่ายอำมาตย์และรัฐบาลจะนำมาเป็นประเด็นใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดง เหมือนสมัยล้อมปราบนักศึกษาธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2519


ตร.ชลบุรีคุมเข้มระวังเหตุมือที่สามป่วน

ด้าน พ.ต.อ.ยงยุทธ ขอนดอก รอง ผบก.ภว.ชลบุรี ฐานะหัวหน้าชุดรักษาความความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เขาตาโล กล่าวว่า ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูง จากภ.จว.ชลบุรี 1 กองร้อย มารักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด พร้อมกับมีการตั้งด่านตรวจค้นอาวุธบนถ.สุขุมวิท ห่างจากพื้นที่ชุมนุมประมาณ 500 เมตรทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก เพื่อป้องกันเหตุซึ่งอาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างสถานการณ์ความวุ่ยวาย นอกจากนี้ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแฝงตัวเข้าไปเฝ้าระวังเหตุภายในพื้นที่ชุมนุม อย่างไรก็ตามหากมีสถานการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น จะมีกำลังจากบช.ภ.ภาค 2 อีก 8 กองร้อยเคลื่อนที่เร็วเข้ามาเสริมกำลังรักษาความสงบในทันที

เปิดข้อกล่าวหาในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน

คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในคดี 76,000 ล้านบาท

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แดงตะวันออกพร้อมบุกกรุง

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 25 ก.พ.บริเวณลานเอนกประสงค์เขาตาโล ถ.สุขุมวิท เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 8จังหวัดภาคตะวันออก ได้ชุมนุมใหญ่รวมพลคนเสื้อแดง พัทยา ภาคตะวันออก และคนเสื้อแดงทั่วประเทศ เพื่อเช็คกำลังสมาชิก นปช.และคนเสื้อแดงที่จะร่วมเดินทางไปชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ กทม.ในวันที่ 12 มี.ค.ที่จะถึงนี้ โดยมีคนเสื้อแดงจากเขตจังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง อาทิ ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ และกทม. ฯ นับพันคนเดินทางมาร่วมชุมนุมอย่างคึกคัก ทั้งนี้ในการชุมนุมมีการตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ ติดป้ายผ้า "รวมพลคนเสื้อแดง พัทยา-ชลบุรี- ภา8ตะวันออก หยุด 2มาตรฐาน โค่นล้มรัฐบาลสมุนอำมาตย์" และมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีเพิลชาแนลไปยังเมืองดูไป ประเทศสหรัฐอาหรับอิมเรตส์ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับชมด้วย โดยแกนนำ นปช.ส่วนกลาง อาทิ นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายชาญยุทธ เฮงตระกูล นางจุรีพฮงตระกูล นางจุรีพร สินธุไพร ฯ และบรรดาแกนนำ นปช.ภาคตะวันออก ได้ร่วมกับร้องเพลง"โปรดรักษาความดี" ให้กำลังใจแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนการฟังคำตัดสินคดียึดทรัพย์ในช่วงบ่ายวันที่ 26 ก.พ. จากนั้นแกนนำทั้งหมดได้สลับกันปราศรัยเตรียมความพร้อมให้กลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมทั้งสลับกับการแสดงดนตรีไปจนถึงเวลาประมาณ 24.00 น. จึงสลายการชุมนุมอย่างสงบ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตุในการชุมนุมครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้วีดิโอลิงค์มาพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเหมือนเคย

ด้านนายจุพร พรหมพันธ์ แกนนำเสื้อแดง กล่าวว่า ไม่ว่าพรุ่งนี้จะตัดสินออกมาอย่างไรทางวกลุ่มคนเสื้อแดงถือว่าเป็นเรื่องของศาล แต่กลุ่มคนเสื้อแดงจะทวงประชาธิปไตยต่อไป เพราะเป็นคนละเรื่องกัย เราต้องแยกกันให้ออกระหว่างเรื่องของท่าน พ.ต.ท.ทักษิน ชินวัตร กับคนเสื้อแดง

ทักษิณยกเลิกปราศรัยทั่วประเทศชั่วคราว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดจะวีดิโอลิงค์มาปราศรัยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมเตรียมความพร้อมเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพในช่วงค่ำในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงการชุมนุมที่เมืองพัทยาด้วย แต่ได้มีการสั่งยกเลิกกระทันหัน ที่ประชุมแกนนำ นปช.ส่วนกลาง ยังได้สั่งยกเลิกการแสดงละครเวทีล้อการเมือง เรื่อง" ยึดทรัพย์ & ปล้นทรัพย์ ของทักษิณ ชินวัตร" ที่กำกับการแสดงโดย นายอริสมันต์ ซึ่งมีเนื้อหาพูดถึงยุครุ่งเรืองของประเทศไทยในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนจะตกต่ำข้าวยากหมากแพงหลังจากการปฏิวัติยึดอำนาจ 19 ก.ย.2549 ทั้งนี้ นางจุรีพร สินธุไพร แกนนำชมรมคนรักประชาธิปไตยเมืองพัทยา หนึ่งแกนนำผู้จัดการชุมนุม กล่าวว่า วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ยกเลิกการปราศรัยและให้สัมภาษณ์สื่อทุกแขนงและทุกพื้นที่ เนื่องจากไม่ต้องการแรงกกดดันให้กับคณะตุลาการก่อนการพิพากษา แต่จะกลับมาให้ปราศรัยเปิดใจอีกครั้งหลังจากการพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนการยกเลิกละครเวทีนั้น เนื่องเกรงว่า ฝ่ายอำมาตย์และรัฐบาลจะนำมาเป็นประเด็นใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดง เหมือนสมัยล้อมปราบนักศึกษาธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2519

ตร.ชลบุรีคุมเข้มระวังเหตุมือที่สามป่วน

ด้าน พ.ต.อ.ยงยุทธ ขอนดอก รอง ผบก.ภว.ชลบุรี ฐานะหัวหน้าชุดรักษาความความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เขาตาโล กล่าวว่า ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูง จากภ.จว.ชลบุรี 1 กองร้อย มารักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด พร้อมกับมีการตั้งด่านตรวจค้นอาวุธบนถ.สุขุมวิท ห่างจากพื้นที่ชุมนุมประมาณ 500 เมตรทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก เพื่อป้องกันเหตุซึ่งอาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างสถานการณ์ความวุ่ยวาย นอกจากนี้ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแฝงตัวเข้าไปเฝ้าระวังเหตุภายในพื้นที่ชุมนุม อย่างไรก็ตามหากมีสถานการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น จะมีกำลังจากบช.ภ.ภาค 2 อีก 8 กองร้อยเคลื่อนที่เร็วเข้ามาเสริมกำลังรักษาความสงบในทันที

คตส.ไร้กังวลไม่แรงวันศาลพิพากษายึดทรัพย์“แม้ว”


นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวว่า ผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของศาล แต่ส่วนตัวไม่กังวลอะไร เพราะขณะนี้ถือว่าภารกิจการทำหน้าที่ของ คตส. ได้สิ้นสุดแล้ว และที่ผ่านมาก็ทำงานมาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้อดีตคณะกรรมการ คตส. แต่ละคน ไม่ได้นัดกันเพื่อฟังการตัดสินของศาลฎีกาเป็นกรณีพิเศษ ส่วนข้อกังวลที่อาจเกิดปัญหารุนแรงภายหลังการพิจารณาคดีนั้น ตนเห็นว่าคงไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงแต่อย่างใด เพราะรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงดูแลเรื่องนี้เป็นอย่างดี



นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตเลขานุการคตส. กล่าวว่า ในส่วนของตนหากติดธุระไม่อยู่บ้าน ก็จะต้องฟังผลการตัดสินทางวิทยุ ส่วนผลจะออกมาในรูปแบบใดนั้น ก็คงขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของศาล และ คตส.ได้ทำหน้าที่สิ้นสุดและเต็มความสามารถแล้ว ทั้งนี้ตนไม่รู้สึกกังวลอะไรเลย เพราะถ้ากังวลคงไม่มาทำงานนี้ตั้งแต่แรก รู้สึกเฉยๆ สบายๆ มากกว่า





ด้านนายสัก กอแสงเรือง อดีตโฆษก คตส. กล่าวว่า คตส.ไม่ได้นัดหารือกันนอกรอบ หรือนัดเพื่อฟังการพิจารณาคดีร่วมกันเป็นพิเศษ ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า คตส. จะได้รับเงิน 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ชี้เบาะแสคดียึดทรัพย์นั้น เรื่องนี้ คตส.ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เรื่องนี้ใครจะพูดอะไรก็พูดได้ เพราะคนที่พูดไม่มีอะไรจะพูด

วอร์รูมปชป.จับตาวันปรอทแตกคดียึดทรัพย์


ที่รัฐสภา นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ในวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท วันที่ 26 ก.พ.นี้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คงจะเฝ้าติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอยู่ที่พรรค รวมทั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์การเมืองพรรคประชาธิปัตย์ (วอร์รูม) จะมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การณ์ตั้งแต่เวลา 10.00 น. และวอร์รูมจะติดตามสถานการณ์อย่างเข้มข้นตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.ไปจนกระทั่งสถานการณ์คลีคลายลง ซึ่งวอร์รูมจะประชุมทุกวันโดยจะเชิญผู้ใหญ่ในพรรคเข้าประชุมด้วย อาทิ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค นายเทอดพงษ์ ไชยนันท์ ส.ส.สัดส่วน ซึ่งการทำงานของวอร์รูมจะประสานกับ คตม.ของรัฐบาลเพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ส.ส.พรรคส่วนใหญ่จะไม่มีใครไปสังเกตการณ์ที่ศาล มีเพียงคนเดียวคือนายบัญญัติที่เป็นนักกฎหมายจะเข้าไปร่วมฟังการตัดสินด้วย

นายเทพไท กล่าวต่อว่า ทางพรรคมีความเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้มีคำแนะนำให้คนกทม. 3 เรื่อง คือ 1.คนกทม.ไม่ควรเข้าไปร่วมชุมนุมหรือสนับสนุนคนเสื้อแดง 2. คนกทม.จะต้องปกป้อง เฝ้าระวังชุมชนของตนเองไม่ให้มีมือที่ 3 หรือผู้ที่เข้าไปสร้างสถานการณ์เหมือนช่วงเม.ย.ที่ผ่านมา และ 3. คนกทม.จะต้องเป็นหูเป็นตาสังเกตการณ์สิ่งผิดปกติ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่รับทราบ เพื่อป้องกันความรุนแรงเกิดขึ้น

นายเทพไท ยังกล่าวตอบโต้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดงที่พาดพิงพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นใน 1-2 วันรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบว่า เป็นการพูดป้องกันตนเองเหมือนกับว่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น ดังนั้นยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่รับผิดชอบกับกับสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน แต่จะรับผิดชอบตามกรอบกฎหมายเท่านั้น ส่วนที่นายจตุพรระบุว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะไม่ซ้ำรอยเดือน เม.ย.นั้น ตนคิดว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้คนเสื้อแดงได้สรุปบทเรียนและข้อผิดพลาดของตัวเองอย่างเต็มที่จึงน่าหวาดกลัวว่าถ้าเขาสรุปบทเรียนเดือน เม.ย.แล้วก็อาจจะยกระดับการชุมนุมให้รุนแรงกว่านั้นก็ได้ สำหรับคำประกาศที่ว่าการชุมนุม 7 วันแล้วไม่จบก็จะกลับไปตั้งฐานที่มั่นแล้วจะกลับมาชุมนุมต่อ จึงอยากเรียกร้องให้แกนนำว่าชุมนุม 7 วันไม่จบก็อยากให้สลายการชุมนุมและรักษาคำพูดของตนเอง เพื่อให้โอกาสกับชาติบ้านเมือง เพราะหากเคลื่อนไหวอีกเหมือนกับเป็นการเลี้ยงไข้ถือเป็นการทำลายประเทศชาติ

โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนที่ใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯว่ารู้ล่วงหน้าถึงคำพิพากษาในคดยึดทรัพย์ ตนขอปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่เคยเข้าแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม จึงไม่รู้ผลการตัดสินล่วงหน้า แต่พรรคเคารพดุลยพินิจของผู้พิพากษา จึงเห็นว่าการกล่าวหาเช่นนี้เพราะต้องการแสดงว่ากระบวนการยุติธรรมกลั่นแกล้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลโดยโยงกับกลุ่มอมาตย์ ถือเป็นการใส่ร้ายเพื่อหวังผลทางการเมือง รวมถึงกรณีที่กล่าวหาว่านายกฯสั่งให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ชี้แจงเกี่ยวคดี เพราะเห็นว่าจำเป็นต้องชี้แจงของเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและเป็นเครื่องมือของบางกลุ่มที่ใช้สื่อใต้ดิน สื่อเทียมในการบิดเบือนข้อเท็จจริง

นายเทพไท กล่าวด้วยว่า ส่วนที่นายจตุพร กล่าวหาว่าตนเป็น ตุ๊ดเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ถือเป็นการดถูกหมิ่นศักดิ์ศรีเชิงชาย ตนไม่อยากพูดอะไรที่ไม่สุภาพ แต่อยากบอกนายจตุพรว่าเสียดายที่ญาติพี่น้องที่เป็นผู้หญิงของนายจตุพร แก่เกินไปเสียแล้ว แต่ไม่รู้สึกอะไรที่กล่าวหาว่าตนเป็น ตุ๊ดหรือสีม่วง เพราะถือเป็นการเสียดสีทางการเมือง แต่ขอให้นายจตุพรรู้ไว้ว่า ไม่ว่าผมเป็นสีอะไร แต่คุณเป็นศรีธนญชัย

นายเทพไท กล่าวอีกว่า กรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงความเห็นถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงว่าไม่น่าจะนำรถปิกอัพจำนวน แสนคันเข้ามากทม.ได้ จนทำให้นายจตุพรโกรธเคืองนั้น ตนคิดว่าข้อมูลของ ร.ต.อ.เฉลิมน่าสนใจและเป็นข้อมูลที่อยู่บนฐานความจริง เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม และ นายจตุพร อยู่พรรคเดียวกันจึงน่าจะรู้ไส้รู้พุงกัน แต่นายจตุพรพยายามผลัก ร.ต.อ.เฉลิมให้ออกมาอยู่คนละข้างตัวเอง

เสธ.แดงดักคอ26กุมภาแรงฝีมือรบ.-กองทัพ


พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึง กรณีที่มีความเป็นห่วงว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะสร้างความรุนแรงในวันที่ 26 ก.พ.นี้ที่จะมีการพิพากษายึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ที่ผ่านมาที่สื่อต่างๆ มีการวิเคราะห์ว่า จะเกิดเหตุรุนแรงในวันที่จะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์นั้น เป็นการวิเคราะห์ที่ผิดหมด ตนรู้เรื่องนี้ดีเพราะตนเพิ่งกลับจากไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา และจากที่ตนได้ใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณ ขอฟันธงว่า ท่านไม่เคยพูดกับตนสักคำว่าให้ใช้กำลัง พ.ต.ท.ทักษิณ พูดอยู่คำเดียวว่า ต้องขอความยุติธรรมจากศาลโลก

ยืน ยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยพูดสักคำว่า ให้ใช้กำลัง ทั้งที่รู้ว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลโจร และ ท่านรู้ว่า เสธ.แดง มีขีดความสามารถที่จะทำอะไรได้หมด แต่ท่านไม่เคยสั่ง ท่านบอกคำเดียวว่า ต้องขอความเป็นธรรมจากระบบศาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ท่านจึงไม่เคยคิดที่จะใช้กำลัง ทั้งที่ เสธ.แดง หมั่นไส้การปกครองของรัฐบาลในขณะนี้ ที่มีแต่การใส่ร้าย ป้ายสี แทบใจจะขาด ดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ยืนยันได้เลยว่า ไม่ใช่ฝีมือของคนเสื้อแดง แต่เป็นฝีมือของมือที่สามหรือรัฐบาลทำเอง เพื่ออ้างความชอบธรรม หากเกิดอะไรขึ้นมารัฐบาลต้องรับผิดชอบที่ป้องกันมือที่สามไม่ได้พล.ต.ขัตติยะ กล่าว

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ในการเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบ ท่านไม่ได้สั่งอะไรตน เพียงแต่บอกให้ตนช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยกลุ่มคนเสื้อแดง ป้องกันไม่ให้รัฐบาล กลุ่มเสื้อน้ำเงิน และกองทัพสร้างข้าศึกสมมุติเข้ามาสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย นอกจากนี้ยังฝากให้ กลุ่มคนเสื้อแดงอย่าทะเลาะกัน

"นพดล"แฉพิรุธรัฐรู้ผลตัดสินยึดทรัพย์ล่วงหน้า


เมื่อวันที่ 25 ก.พ. นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทว่า กรณีที่รัฐบาลเตรียมแผนจัดการขั้นรุนแรงหลังคำพิพากษาและเตรียมให้สื่อของรัฐนำนักวิชาการ นักกฎหมายมาชี้แจงผลคำตัดสินของศาลนั้น อยากถามว่ารัฐบาลรู้ผลแล้วอย่างนั้นหรือถึงเตรียมการเช่นนั้น ไปทำการแทรกแซงอะไรหรือไม่จึงรู้ล่วงหน้า วันนี้ศาลยังไม่มีการพิจารณาใดๆเลย แต่การทำเช่นนี้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อสังคมไทยและสังคมโลก รัฐบาลต้องอธิบายให้กระจ่าง เพราะเรื่องนี้เสียหายต่อภาพลักษณ์ เกิดภาพการก้าวก่ายสถาบันตุลาการ ซึ่งอาจเกิดผลร้ายและความรุนแรงตามมา ความเชื่อมั่นจะลดลง ทั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้วหลังทราบคำตัดสิน และยังเชื่อว่าหากคำตัดสินบริสุทธิ์ยุติธรรมประเทศก็จะมีทางออก ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมการไว้แล้วตามที่ท่านระบุว่าจะใช้เวทีโลกหากไม่ได้รับความเป็นธรรม

"ปู่จิ้น"เชื่อ26ก.พ.ไม่แรงย้ำผู้ว่าฯแจงแดงก่อนเข้ากรุง


เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 25 ก.พ.ที่กระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานตัวเลขประชาชนจากต่างจังหวัดที่จะเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ก.พ. แต่ทางเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็มีการตั้งวอร์รูมดูแลสถานการณ์อยู่ เชื่อว่า สถานการณ์จะไม่เกิดความรุนแรง เพราะทั้งจากสถานการณ์ และการประกาศของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะไม่ออกมาร่วมชุมนุมในวันดังกล่าว ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น หรือน่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว คงไม่อยากที่จะฝากเตือนอะไรอีกแล้ว เพราะทุกคนต่างก็ต้องมีความรับผิดชอบอยู่แล้ว อย่าทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย ประชาชนก็มีความเป็นห่วงเท่า ๆ กัน

ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวง 14 มี ค โดยจะเริ่มเดินขบวนจากต่างจังหวัดมาตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ทางกระทรวงมหาดไทย จะเข้าไปดูแลอย่างไร นายชวรัตน์ ตอบว่า ได้กำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด พยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่จะเดินทางมาชุมนุม แต่ถ้าจะมาก็เป็นสิทธิไปห้ามไม่ได้ และกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้สั่งให้มีการสกัดกั้นการออกมาเคลื่อนไหวของประชาชน แต่ได้สั่งให้มีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ เช่น ศาลากลางจังหวัด อำเภอ โดยมีกำลัง อส. ไปคอยดูแลความเรียบร้อยนอกจากนี้ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน หลังมีข่าวว่าจะใช้จังหวัดนครราชสีมา นครสวรรค์ สระบุรี เป็นจุดรวมพลของกลุ่มคนเสื้อแดงก่อน โดยยอมรับว่ารู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เนื่องจากมีข่าวว่าจะมีการเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก

นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการดูแลความปลอดภัยพื้นที่กระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ใกล้กับกับศาลฎีกา สนามหลวง ว่า ถ้าเป็นพื้นที่ในส่วนของ กทม.จะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของฝ่ายตำรวจ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ภาย ในกระทรวงมหาดไทย มีการจัดเตรียมแผนรองรับไว้แล้ว โดยมีการตั้งศูนย์อำนวยการร่วม คอยประสานงานกับต่างจังหวัด และมีแผนเผชิญเหตุอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นห่วงอะไร ทุกอย่างมีความพร้อม เพราะเรื่องแบบนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดครั้งนี้ เป็นครั้งแรก เพียงแต่หยิบแผนดังกล่าวขึ้นมาใช้อีกครั้ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายขวัญชัย วงศ์นิติกร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เรื่อง มาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณกระทรวงมหาดไทย โดยหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาว่า ตามที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ได้มีการรวมตัวเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลตามสถานที่ราชการต่าง ๆ และมีแนวโน้มจะมีการรวมตัวกันมากขึ้นตามลำดับ อาจจะมีผู้ไม่หวังดีบางกลุ่มอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวก่อเหตุรุนแรงตามสถานที่สำคัญ รวมถึงสถานที่ราชการขึ้นได้ โดยกระทรวงมหาดไทย อาจตกเป็นเป้าหมายของการกระทำดังกล่าว ประกอบกับการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ นายกฯ ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังสถานที่ราชการให้เข้มงวดมากขึ้น


ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว จึงขอให้ดำเนินการดังนี้ 1.กำชับเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการให้ปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด โดยให้ตรวจตราเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติต่าง ๆ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นในสถานที่ราชการ และหากพบเห็นบุคคล วัตถุ หรือสิ่งผิดปกติที่อาจจะก่อให้เกิดเหตุร้าย ให้รีบแจ้งงานระบบรักษาความปลอดภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการป้องกันหรือระงับเหตุร้ายนั้นโดยทันที แล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบในโอกาสแรกที่ทำได้ 2.กำชับบุคลากรในสังกัดให้ติดบัตรอนุญาตบุคคลตลอดเวลาที่อยู่ภายในบริเวณกระทรวงมหาดไทย โดยในกรณีที่ไม่สามารถติดบัตรอนุญาตบุคคลได้ ให้แลกบัตรอนุญาตบุคคลชั่วคราวที่ป้อมรักษาการณ์ก่อนผ่านเข้ามาภายในบริเวณกระทรวงมหาดไทย 3.สำหรับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้พิจารณาจัดเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นไปปรับใช้

เพื่อไทยเตรียมนัดรวมพลให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ

บช.น.คุมเข้มศาลฎีกา ส่งกำลังลงพื้นที่เย็นนี้


พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ผู้บังคับการประจำ บช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. เปิดเผยถึงกรณีการเตรียมความรักษาความปลอดภัยบริเวณศาลฎีกาและกลุ่มผู้ชุมนุมแดงสยามที่จะมาบริเวณสนามหลวง ว่า ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.พ.) จะมีประชาชนเข้าร่วมฟังการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลจะมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ วิทยุทั่วประเทศในการตัดสินดังกล่าว ส่วนกลุ่มแดงสยามที่จะมาชุมนุมนั้นจะเข้าพื้นที่คืนนี้เวลาประมาณ 18.00 น.ถึง 24.00 น. ส่วนวันอื่นคาดว่าผู้ชุมนุมน่าจะชุมนุมเวลาเดิมคาดว่าจะมีผู้ชุมนุม 2,000-3,000 คน กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นจะเป็นไปตามแผนที่กำหนด เมื่อวานที่ผ่านมา (24 ก.พ.) พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องรับทราบแผนการปฏิบัติงานร่วมถึงผู้รับผิดชอบงานจนเสร็จสิ้น ในเวลา 12.00 น.

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า จะมีการตั้งศูนย์ปฎิบัติการส่วนหน้าบริเวณศาลฎีกาโดยมีเจ้าหน้าที่ของ บก.น.1ดูแลใช้กำลัง 1กองร้อย ส่วนที่บช.น.มีการปรับระดับความพร้อมเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่เย็นวันนี้เวลา 18.00 น. โดยจะมีกำลังเจ้าหน้าที่ในการดูแลความเรียบร้อยตั้งแต่เย็นวันนี้ โดยมีหน่วยปราบจลาจล (ปจ.) 1 กองร้อย และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวก่อนและจะมีการส่งมอบพื้นที่อีกครั้งหลังการตรวจรวมถึงจะมีเจ้าหน้าที่อีก 2 ชุดประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าเตรียมพร้อมตลอดเวลาจะมีฝ่ายสืบสวน 50 นาย ฝ่ายจราจรและสอบสวนรวมทั้งทีมงานเพื่อจะวิเคราะห์ข้อกฎหมายอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนกำลังอื่นๆนั้นจะต้องพร้อมและสนับสนุนกำลังของบก.น.1 ได้ภายใน 1 ชั่วโมงทั้งหมด 10 กองร้อยและ ปจ.หญิง 100 คนได้ทันที

ด้านชุดจู่โจมทั้ง 9 บก. แบ่งเป็นหมวดละ 33 นาย สามารถเรียกได้ตลอดเวลา ส่วนจุดตรวจที่ตั้งไว้ 5 จุดนั้นยังมีการตั้งด่านตรวจความเรียบร้อยตามปกติ ในวันพรุ่งนี้ตั้งแต่เวลา 06.00 น.จะมีการปรับระดับความเข้มของกองกำลังเพิ่มเติมเป็น ปจ. 3 กองร้อย หรือ 450 นาย ดูแลพื้นที่โดยรอบศาลฎีกา ส่วนหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดยังมี 2 ชุดเช่นเดิม ในวันพรุ่งนี้นั้นชุดจู่โจมของบก.น.1 จะเข้าพื้นที่ดูแลความเรียบร้อยก่อนส่วน หน่วยของ บก.น.2-9 จะเตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อมีเหตุฉุกเฉินในเข้าช่วยระงับเหตุ ด้านจราจรจะเพิ่มเจ้าหน้าที่เป็น 50 นาย ชุดสืบสวนสอบสวนเข้าพื้นที่ปฏิบัติ โดยเตรียมรถยกและรถนำขบวนเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินภายใน 1ชั่วโมงครึ่ง” พล.ต.ต.ปิยะ กล่าว

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณรอบศาลฎีกาและเพิ่มกล้องวงจรปิดเข้าไปอีกและใช้การได้ทุกตัวเพื่อบันทึกเหตุการณ์กระทำผิดของผู้ชุมนุม ซึ่งจะนำมาเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย สำหรับจุดเสี่ยงตามจุดสูงข่มจุดยิงวิถีโค้งนั้นได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูความเรียบร้อย รวมถึงบริเวณศาลจะมีการจุดตรวจอาวุธ 2 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครบก.น.1-9 จะต้องดูแลความเรียบร้อยทั้งหมดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ตั้งแต่เปิดศูนย์เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการประเมินสถานการณ์ด้านการข่าวตลอดเวลารวมถึงสื่อมวลชนสามารถสอบถามการทำงานได้ หลักในการปฎิบัติเจ้าหน้าที่จะยึดหลักเมตตาธรรมและของให้ทุกคนที่ชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย

ผู้บัญชาการเหตุการณ์เบื้องต้นยังเป็น พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 และรอง ผบก.น.1เป็นผู้ช่วยเหลือปฎิบัติหน้าที่ ส่วนผู้บัญชาการภาพรวมทั้งหมดของกรุงเทพมหานครจะเป็น พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ประมาทจะมีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา จากการติดตั้งกล้องเพิ่มเติมนั้นเพื่อป้อมปราบดูแลการกระทำผิดของ ผู้ชุมนุม และส่วนของงานสอบสวนนั้นจะเป็น พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น.และพ.ต.อ.วีรวิทย์ จันทร์จำเริญ รองผบก.น.1 จะเตรียมพร้อมอยู่ที่ ศปก.น. และจะมีการดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด ซึ่งจากสถานการณ์ข่าวเบื้องต้นคาดว่าไม่มีความรุนแรง” โฆษก บช.น. กล่าว

พท.แฉ”สุเทพ”สั่งผวจ.ระดมคนเปิดหน้าชนเสื้อแดง


นายคณวัฒน์ วิศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคได้นัดหมายกันตั้งแต่เวลา 12.00จนถึงศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ ให้ส.ส. กรรมการบริหารพรรค บ้านเลขที่ 111 นายกฯทั้งพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอดีตรัฐมนตรี รวมถึงสมาชิกพรรค มารวมตัวกันที่ทำการพรรค เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมให้กำลังใจพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและครอบครัว โดยท่านจะวีดิโอลิงค์เข้ามาที่พรรคเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตามพรรคได้เตรียมอำนวยความสะดวกรองรับประชาชนและสื่อมวลด้วย

อย่างไรก็ตามได้รับคำร้องเรียนจากข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่อึดอัดใจหลัง จากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานการประชุมกอ.รมน.จว.ว่า แทนที่นายสุเทพจะสั่งให้ผวจ.ทุกจังหวัดป้องปราบ กลับสั่งให้ผวจ.ทุกจังหวัดเตรียมมวลชนมาชนมวลชนเสื้อแดง เป็นการพูดปลุกระดมให้เกิดการเผชิญหน้า ถือเป็นคำสั่งที่น่าเกลียด และในวันดังกล่าวที่มีการประชุมกอ.รมน.จว.ยังมีการตัดสัญญาณโทรศัพท์ใน บริเวณนั้นด้วย สร้างความเดือนร้อนให้แก่ประชาชน

26 ก.พ.ยึดทรัพย์มหึมา”สุเทพ”ชี้คนไทยคิดได้”ทักษิณ”ทำเพื่อตัวเอง


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินคดียึดทรัพย์76,000 ล้านบาท ในวันที่ 26 ก.พ. ว่า ทั้งหมดคิดว่า ในการตัดสินคดีในวันที่ 26 ก.พ.นี้ประชาชนทั่วประเทศจะได้ฟังคำพิพากษา ซึ่งต้องถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ดังนั้นประชาชนทั้งหลายก็จะได้ศึกษาจาก คำพิพากษาว่า มีเหตุผลข้อกฎหมายอย่างไรที่ทำให้ศาลฎีกาได้พิพากษาอย่างนั้น เมื่อฟังคำพิพากษาแล้วทุกคนก็ควรยอมรับคำพิพากษา เพราะอำนาจตุลาการเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ดังนั้นถ้าทุกคนยอมรับในอำนาจอธิปไตยนี้ บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อย

นายสุเทพ กล่าวว่า สักวันหนึ่งคนไทยก็คงจะฉุกใจคิดได้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวเท่านั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของไทยโดยส่วนรวม พ.ต.ท.ทักษิณ จะเลือกวิธีการต่อสู้อย่างไรก็ได้ เป็นสิทธิ เพียงแต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องเคารพกฎหมาย จะต้องยอมรับกฎหมาย ถ้าให้คนไทยทั้งประเทศ เคารพกฎหมาย แต่ยกเว้นพ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียวที่ไม่ยอมเคารพกฎหมาย อย่างนี้ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไปกับคนอื่นไม่ได้

‘ทักษิณ’พล่านขู่ให้ทางออกแล้วรุนแรงอย่ามาโทษ


“ทักษิณ”พล่าม ตอบทวิตเตอร์ อ้างภาษิต”อย่าถามหาเมตตาจากศัตรู” ขู่มาโทษไม่ได้เพราะเสนอทางออกให้แล้ว ย้ำหยิบคดียึดทรัพย์ฟ้องศาลระหว่างประเทศไทย

วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เขียนข้อความบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ @Thaksinlive โดยตอบคำถามผู้ทวิตเตอร์เข้ามาให้กำลังใจ พร้อมแสดงความเห็นใจและอยากขอให้นึกย้อนหลังว่าตั้งแต่ 19 ก.ย.49 เป็นต้นมา พวกเขากระทำมาตลอด ไม่มี mercy (ความเมตตา)
“หลักมีว่า don’t ask for mercy from your enemy (อย่าถามหาความเมตตาจากศัตรู) ครับ ผมเพียงหาทางลงให้ทุกฝ่ายเพื่อบ้านเมืองจะได้สงบ แต่ถ้าเขาไม่สน the show must go on”

”ขอบคุณครับ ผมไม่ท้อแน่นอน และก็โทษผมไม่ได้ด้วย เพราะผมได้เสนอทางออกที่ดีให้บ้านเมืองแล้ว ball in their court (ลูกบอลอยู่ในสนาม) ครับ ไม่รับก็ช่วยไม่ได้”

“ถูกต้องเลยครับ ผมก็นึกไม่ถึงว่าพี่น้องเสื้อแดงจะให้ผมขนาดนี้ ผมจะจดจำชั่วชีวิตและจะเก็บเป็นบันทึกให้ลูกหลานผมได้รับรู้ไปอีกหลายชั่ว คน”

“ไม่เป็นไรครับ ยากแค่ไหนก็จะหามันจนเจอครับ time is on my side ครับ รอได้ ทนได้ ไม่ท้อ ไม่ถอย แต่พร้อมพูดคุยแบบคนไทยด้วยกัน”

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โพสตอบต่อคำถามว่า ชีวิตนี้ไม่ค่อยเห็น win win เหตุเพราะขนาดตลาดมันเท่าเดิม โดย พ.ต.ท.ทักษิณย้ำ ว่า ”ตลาดเท่าเดิม ก็ win/win ได้ครับ ถ้ายอมถอยคนละก้าว แล้วเดินใหม่ในก้าวที่ตกลงกันดีกว่าตลาดพัง คนที่คิดว่าตัวเอง win ในที่สุดก็ lost อยู่ดีครับ”

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โพสข้อความตอบที่พูดถึงศาลโลกว่า ”ที่ผมพูดเพราะมีตัวอย่างคนมาเลเซียไม่ได้รับความเป็นธรรมจากศาลประเทศเขา จึงดำเนินการผ่านกระบวนการต่างๆ ไปที่ ICJ ในที่สุดชนะ”

กษิต มั่นใจแดงล้มรัฐบาลไม่ได้ภายใน 7 วัน


สั่งกลุ่มสารนิเทศของกระทรวง จัดส่งข้อมูลไปยังสถานทูตไทยในทุกประเทศ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับสถานการณ์

นาย กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใน วันที่ 12-14 มีนาคม 2553 พร้อมทั้งประกาศจะขับไล่รัฐบาลให้ได้ภายใน 7 วันว่า คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และทุกอย่างต้องดำเนินการ ตามกรอบของกฎหมายของบ้านเมือง สิ่งใดที่กระทำนอกเหนือกรอบของกฎหมายก็ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งการที่กลุ่มคนเสื้อแดง จะกระทำการสิ่งใด เพียงเพื่อคนๆ เดียว เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นเราทุกคนจะต้องช่วยกันสร้างชาติ

นายกษิต ยังกล่าวอีกด้วยว่า ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานในการให้ข้อมูลข่าวสาร กับองค์กรระหว่างประเทศถึงสถานการณ์ภายในของประเทศไทย รวมถึงได้ให้กลุ่มสารนิเทศของกระทรวง จัดส่งข้อมูลไปยังสถานทูตไทยในทุกๆ ประเทศ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับสถานการณ์ต่างๆ อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้มีการติดต่อประสานงานทางด้านข้อมูลกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อยู่โดยตลอด

Content by VoiceTV

พ.ต.ท.ทักษิณ หวังว่า ศาลจะมีเมตตาตัดสินคดียึดทรัพย์พรุ่งนี้


พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กล่าว ในรายการ พีเพิล ชันแนล ทางสถานีประชาชน ว่า ถูกสอบสวนเพราะมีการปล้นอำนาจด้วยการปฏิวัติขับไล่ตน และยังตั้งกรรมการสอบสวนโดยคณะปฏิวัติ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับตน และคณะที่สอบสวนก็ยังตั้งรางวัลให้ตัวเองอีกร้อยละ 25

นอกจากนี้ยังถูกป้ายสีจากกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ของ ตน ทั้งพันธมิตรและพรรคการเมือง จึงหวังว่า จะได้รับความเมตตาจากกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ไม่ได้ให้ความหวังกับรัฐบาลมากนัก เพราะเป็นหน้าที่ของอำนาจตุลาการ แต่รัฐบาลใช้รัฐทำหน้าที่แทน การประชาสัมพันธ์เป็นการนำรัฐมาเล่นการเมือง

“วันนี้ลูกๆ ก็โทรมาถามว่า พ่อเป็นอย่างไรบ้าง ก็บอกลูกว่า ชีวิตผ่านมาเยอะ ต้องเข้มแข็ง ขอให้ทุกคนได้รับการขอบคุณจากตนว่า มีคนทวิตเตอร์มาให้กำลังใจ บอกกับตนว่าขอให้อดทนเข้มแข็ง ก็ต้องขอขอบคุณลูกๆ และผู้ที่ให้การสนับสนุนตน แต่ก็มีความหวั่นไหวบ้าง เสียใจ น้อยใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นกรรมที่ไม่ได้สร้าง”

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้กล่าวถึงเมื่อครั้งพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ได้เริ่มสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้เข้มแข็ง เงินตราต่างประเทศก็ไหลเข้า และตนก็ได้เดินทางไปต่างประเทศ ไปคุยกับนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งก่อนเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด หรือเหตุการณ์ 11 ก.ย.

ส่วนเรื่องสังคมแตะน้อย เพราะเงินของประเทศไทยในขณะนั้นยังไม่มี จึงเน้นนโยบายเรื่องการต่างประเทศ และเน้นเศรษฐกิจในประเทศ เป็นวิธีการดึงเงินต่างประเทศ แต่มีปัญหาว่า ผู้ส่งออกยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ในประเทศ ตนจึงพยายามคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจ กระทั่งเงินดอลล่าร์มากขึ้น จากนั้นจึงได้เร่งนโยบายทางสังคม เพราะไปให้สัญญากับประชาชนไว้ สิ่งที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุดคือ พักหนี้เกษตรกรรายย่อย , โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าวันที่ 26 ก.พ.นี้ ศาลจะตัดสินอย่างไร ตนก็จะยังพูดในรายการ พีเพิล ชันแนล ตามเดิม

Content by VoiceTV